Main Menu

รีวิวการ์ตูนดิสนีย์ Raya and the Last Dragon รายากับมังกรตัวสุดท้าย

รีวิวการ์ตูนดิสนีย์ Raya and the Last Dragon รายากับมังกรตัวสุดท้าย

รีวิว Raya and the Last Dragon – รายากับมังกรตัวสุดท้าย ต้องขอยอมรับจากใจจริงว่ารายากับมังกรตัวอย่าง หนังแอนิเมชั่นเรื่องล่าสุดของดิสนีย์เรื่องนี้ เป็นหนึ่งในหนังที่หมายตาเฝ้ารอดูมาอย่างใจจดจ่อ และส่วนตัวก็น่าจะแอบคาดหวังเอาไว้ระดับด้วย เพราะความที่เป็นการ์ตูนดิสนีย์เรื่องแรกที่ว่าด้วยวัฒนธรรมพื้นเพจากเอเชียอาคเนย์แทบบ้านเรา มีความอยากไปสัมผัสดูกับตาว่าฝรั่งจะถ่ายทอดออกมาน่าพอใจหรือไม่ และแล้วในวันนี้หนังได้ฉายเรียบร้อยแล้ว คือต้องบอกเลยว่า…เป็นหนังที่ไม่ได้ทำให้ผิดหวังเลย

เรื่องย่อ

คูมันตรา ดินแดนที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีรายา นักรบหญิงพเนจรผู้หลบหนีออกมาจากเหตุร้ายที่คร่าชีวิตครอบครัวของเธอไปจนหมด ปฏิญาณเดียวที่เธอต้องทำและเธอจะไม่เชื่อใจใครทั้งนั้น

เธอและสัตว์พาหนะเพื่อนรักของเธออย่างตุ๊ก ตุ๊ก จึงต้องออกเดินทางผ่านห้าอาณาจักรที่ตั้งชื่อตามส่วนต่าง ๆ ของมังกร เพื่อนำผลึกมังกรและมังกรตัวสุดท้าย ชิซู ที่ในตำนานกล่าวไว้ว่า เป็นผู้กอบกู้อาณาจักรในอดีต มาหลอมรวมกันเพื่อสร้างความสงบสุขอีกครั้ง แต่เรื่องมันไม่ง่ายแบบนั้น เมื่อชนเผ่าต่าง ๆ ที่เคยสามัคคีก็ลุกขึ้นมาต่อสู้และแก่งแย่งชิงกันไม่สิ้นสุด ความไม่เชื่อใจเข้าปกคลุมอาณาจักร

รายาต้องเรียนรู้ที่จะต่อสู้กับความบาดหมางในอดีตที่เกิดขึ้นกับคนรุ่นก่อน และความสัมพันธ์ที่มีต่อคนรอบตัว หาทางรวมใจทุกเผ่าเพื่อกอบกู้อาณาจักรให้กลับมาหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันอีกครั้ง ก่อนที่ความมืดที่ชั่วร้ายอย่าง ดรูน จะกลืนกินทุกชีวิตในอาณาจักรไปจนหมดสิ้น

ข่าวคราวของแอนิเมชันดิสนีย์อย่าง Raya and the last dragon นับว่าจับความสนใจคนอาเซียนได้ไม่น้อยเพราะเล่นประกาศว่าตัวคาแรกเตอร์รายาและตัวละครประกอบต่างได้แรงบันดาลใจจากเอเซียตะวันออกเฉียงใต้และในวันนี้ที่หนังได้เข้าฉายอย่างเป็นทางการ เราจะได้รู้ผลลัพธ์แล้วล่ะว่าตกลงรายาเป็นคนไทยหรือคนชาติไหนกันแน่ ?

ภาพยนตร์แอนิเมชันแนวแอ็คชั่นผจญภัยแฟนตาซีสัญชาติอเมริกัน ผลิตโดยวอลต์ดิสนีย์พิกเชอส์และวอลต์ดิสนีย์แอนิเมชันสตูดิโอส์ จัดจำหน่ายโดยวอลต์ดิสนีย์สตูดิโอส์โมชันพิกเชอส์ โดยเป็นภาพยนตร์ลำดับที่ 59 ที่สร้างโดยสตูดิโอนี้

กำกับโดยดอน ฮอลล์และคาร์ลอส โลเปซ เอสตราดา หัวหน้าร่างสตอรี่บอร์ดโดยคนไทยจากศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหิดล ประสานสุข วีระสุนทร เขียนบทโดยฉุย เหงียน และอะเดล ลิม และดนตรีประกอบแต่งโดยเจมส์ นิวตัน โฮเวิร์ด

พากย์เสียงโดยนักแสดงชาวอเมริกันเชื้อสายเอเชียเกือบทั้งหมดอย่าง เคลลี่ มารี ทราน หรือ โรส ทิโค่ จากสตาร์ วอร์ ปัจฉิมบทเจได ในบทรายา และอควาฟินา จาก กอดสุดท้าย คุณยายที่รัก ในบทซีซู มังกรตัวสุดท้าย พร้อมด้วยเจมมา ชาน จาก เครซี่ ริช เอเชี่ยนส์ เหลี่ยมโบตัน

และ กัปตันมาร์เวล พร้อมด้วย แดเนียล แด คิม, ซานดรา โอห์, เบเนดิกต์ หว่อง, ไอแซค หวัง, ธาเลีย ทราน และอลัน ทูดิก โดยกำหนดฉายควบทั้งในโรงและในบริการสตรีมมิ่งของดิสนีย์ พลัสในวันที่ 5 มีนาคม แต่ฉายในไทยไปแล้วเรียบร้อยในวันที่ 4 มีนาคม

เนื้อเรื่อง

กล่าวถึงเนื้อเรื่องกันก่อนตัวหนังเปิดด้วยตำนานเมืองคูมันดราดินแดนยิ่งใหญ่ที่มีสายน้ำผ่านจนเกิดเป็นอวัยวะมังกร 5 เมืองได้แก่ กรงเล็บ เขี้ยว สันหลัง หัวใจ และ หาง แต่เมื่ออสูรร้ายอย่างดรูนบุกโลกเหล่ามังกรจึงพร้อมใจกันต่อสู้สละชีวิตทิ้งไว้เพียงอัญมณีแห่งมังกรที่เก็บอยู่ในเมืองของเผ่าหัวใจ

และเมื่อกาลผันผ่านร่วม 500 ปี เบญจา (แดเนียล แด คิมให้เสียงพากย์) หัวหน้าเผ่ามังกรคิดรวมเผ่าสร้างคูมันดราอีกครั้งจึงเปิดบ้านเชิญเผ่าต่าง ๆ เข้ามาและมันทำให้ รายา (เคลลี มารี ทราน ให้เสียงพากย์) เจ้าหญิงเผ่าหัวใจ ได้พบกับ นัมมาอารี (เจมมา ชานให้เสียงพากย์) เจ้าหญิงเผ่าเขี้ยว จนเกิดความโกลาหลขึ้นเมื่อฝ่ายหลังใช้มิตรภาพหลอกล่อเพื่อชิงอัญมณีแห่งมังกรจนแตกเป็นเสี่ยง ๆ

และปลดปล่อยดรูนออกมากัดกินและทำให้ผู้คนถูกสาปแข็งเป็นหินอีกคร้้ง และเพื่อแก้ไขเรื่องทั้งหมดรายาจำต้องรวบรวมเศษอัญมณีจากเมืองต่าง ๆ เพื่อปลุกชีพมังกรและถอนคำสาปให้มนุษย์หินกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

การดำเนินเรื่อง

เอาล่ะก่อนจะไปตัดสินว่ารายาเป็นคนชาติไหน ? เรามาทำความเข้าใจในหลักการคิดเรื่องเสียก่อน เอาเข้าจริงคือพลอตเรื่องนี่มาทาง Brave ของฝั่งพิกซาร์ไม่น้อยและมันก็ยังเดินตามไบเบิลหนังทำเงินของดิสนีย์แทบทุกกระเบียดนิ้วโดยเฉพาะตัวละครน่ารักที่มาแย่งซีน

โดยเฉพาะ คราวนี้เว็บหนัง HD Raya ก็ขนมาเพียบทั้งเจ้าตุ๊กตุ๊กสัตว์ที่ผสมทั้งความบ้องแบ๊วของหมาตัวเหมือนเม่นและกลิ้งได้เหมือน BB8 ใน Star Wars แถมด้วยเหล่าแก๊งจอมโจรผ้าอ้อมสุดแสบ นำโดยน้อยทารกสาวแสบที่เธอพบในเผ่ากงเล็บ ไม่นับรวมพวกแมวยักษ์ของเผ่าเขี้ยวอีก โอ้โหคือแทบจะสำลักความปุกปุยบ้องแบ๊วกันทั้งเรื่องก็ว่าได้

และแน่นอนว่าในสูตรสำเร็จดิสนีย์มักมีประเด็นที่ต้องการสื่อเสมอโดยเฉพาะ Raya เองก็มีประเด็นเรื่องความไว้ใจที่หนังเองก็ช็อกคนดูด้วยฉากเปิดเรื่องที่เต็มไปด้วยหายนะที่น่าตกใจไม่น้อย และมันให้ภาพด้านลบกับความไว้ใจมาก ๆ

จนมันนำไปสู่เควสต์ของนางเอกที่ต้องกอบกู้สถานการณ์โดยประเด็นเรื่องความไว้ใจเป็นธีมที่ร้อยรัดกันไปทั้งเรื่องแต่สิ่งหนึ่งที่หนังไม่อาจสร้างความไว้ใจให้เราได้เลยคือโจทย์ของวัฒนธรรมที่หนังเอามานำเสนอนี่แหละ

สิ่งที่น่าสนใจ

ทีนี้สิ่งที่คิดว่าน่าสนใจและชวนคิดต่อมากคือการพยายามสร้างโลกและเรื่องราวที่อิงกับความเป็นอาเซียนนี่แหละ ที่ดิสนีย์ก็ไม่ได้เอาวัฒนธรรมมาทื่อ ๆ หรอกนะครับแต่ปน ๆ กันให้เราจับนู่นผสมนี่คิดเอาเองว่ามาจากชาติไหน

ดังนั้นเราจึงเห็นหน้าตาตัวละครที่โครงหน้าคล้ายคนฮาวายจาก Stitch & Lilo มาอยู่ในชุดคล้ายคนอินโดนีเซียมั่ง เวียดนามมั่ง เดินอยู่ท่ามกลางภูมิประเทศแบบเกาะบาหลี แต่ชื่อตัวละครปน ๆ มีทั้งลาว – ไทย

ตัวอย่าง น้อย ทอง บุญ ตุ๊กตุ๊ก (แต่มังกรชื่อ ซิซู นะ) บวก ๆ มั่ว ๆ กับชื่อประหลาด ๆ ที่ไม่คุ้นเลยว่าจะเป็นคนอาเซียนแต่หากมองดูดี ๆ เราจะพบว่า Raya อาจกำลังวิพากษ์บางอย่างที่เป็นเอกลักษณ์มากสำหรับคนอาเซียนนั่นคือการหาเรื่องทะเลาะกันเอง

ที่แน่นอนเลยว่าแต่ละชาติย่อมจะต้องตีความเข้าข้างตัวเองแน่นอนว่าดิสนีย์หยิบวัฒนธรรมของชาติตนอะไรบ้างไปแอปพลายนำเสนอในแอนิเมชันที่จินตนาการจัด ๆ แบบนี้ลำพังอย่างชื่อตัวละครน้อยเด็กทารกที่ไม่พูดเลยและอยู่แต่กับลิงเนี่ยชวนสงสัยมากเพราะเอาจริง ๆ จะน้อย จะทอง จะบุญ หรือตุ๊กตุ๊กก็ยากจะตัดสินแล้วว่าชื่อแบบนี้คือชื่อคนไทยหรือลาวเพราะเรามีวัฒนธรรมร่วมที่มีความใกล้เคียงกันมาก

หรือกระทั่งอินโดนีเซีย มาเลเซียเองก็มีหนังใหม่เต็มเรื่อง ความคล้ายกันมาก ๆ จนในสายตาฝรั่งที่แม้ทีมงานบทจะมีชื่อคนเชื้อสายเอเซียอยู่ ก็ยากจะแยกออกจนทำให้หนังดูมีความเป็นพหุวัฒนธรรมที่กลมกลืนกันจนยากจะแยกว่าเอามาจากชาติไหน

การนำเสนอ

สิ่งที่จะมาช่วยอุดในบทที่หลวมของตัวละครจึงเป็นสภาพแวดล้อมและการนำเสนอ ในแต่ละฉากจะชวนให้เรานึกถึงประเทศไทย อาหารการกิน ผู้คน บ้านเมือง สิ่งของ พื้นที่ต่าง ๆ เป็นการจำลองสถานที่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เลย รายาก็มีความโดดเด่นในบุคลิกและการต่อสู้และโชว์ให้เห็นมุมที่มากกว่าเจ้าหญิงคนหนึ่งจะเป็นได้

ในขณะชื่อตัวละครเสริมอื่น ๆ ยังเป็นแบบไทย ๆ และมีเสน่ห์แตกต่างกันไปตามดินแดนนั้น ๆ และมีปมเข้มข้นเป็นของตัวเอง ตัวละครประเภทสัตว์โลกหรืออะไรน่ารัก ๆ ก็มีให้ออกมาขำและเอ็นกูกับความน่ารัก นอกจากนี้ฉากและมุมกล้องต่าง ๆ ยังแปลกตา ชวนให้นึกถึงหนังแอ็คชั่น ฉากต่อสู้ระหว่างตัวละครถือว่ายกระดับดิสนีย์ไปเลย

เพราะมันมีการตีรันฟันแทงแบบจัดเต็ม มุมกล้องฉับไว และชวนให้นึกถึงหนังผจญภัยอย่าง Indiana Jones and the Last Crusade โดยเฉพาะในช่วงแรก ๆ ของเรื่อง ซึ่งเป็นแบบที่ไม่คาดคิดว่าดิสนีย์จะทำ แม้จะได้ยินว่าได้แรงบันดาลใจจากอินเดียน่า โจนน์

เพราะมีฉากผจญภัยแบบล่าสมบัติเบา ๆ แต่เสียดายที่ไม่ได้ตื่นตามากอย่างที่คิด เหมือนเป็นการเดินทางไปเรื่อย ๆ และจะมีการผจญภัยที่สุดตื่นตราได้บางฉาก แต่ก็ไม่ได้แฟนตาซีจ๋า ๆ ผจญภัยบู๊แหลกราญขนาดนั้น มันจะมีเป็นระยะ ๆ

การผสมผสานทำให้เราได้เห็นมวยไทย กระบี่กระบองในเรื่องด้วย ซึ่งใครไปดูก็จะเก็ตเลยว่ามันก็คือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี่เอง การต่อสู้จะค่อนข้างมีหมัด มีดาบ มีมวย และแทบไม่มีเรื่องของความรักตามแบบเจ้าหญิงควรจะมีด้วย

เพราะตัวละครหลัก ๆ จะเป็นผู้หญิง ผู้ชายแทบจะไม่มีบทเด่นสำคัญหรือมีผลต่อความสัมพันธ์อะไรเหมือนดิสนีย์ และมันก็ทำออกมาได้ดีด้วย แถมเนื้อเรื่องยังค่อนข้างจะเข้มข้นด้วยปมปัญหาของตัวละครที่เข้ามาทำให้ตัวละครดูมีมิติขึ้นมา โดยเฉพาะช่วงต้นเรื่องชวนให้นึกถึงฉากนึงใน อเวนเจอร์ เลยทีเดียว

มันทั้งดาร์กโทนเรื่องยังสิ้นหวังและหมองหม่นผิดกับธรรมเนียมดิสนีย์มาก ๆ คิดว่ากลุ่มเป้าหมายน่าจะเป็นคนที่โตขึ้นด้วย เด็กดูอาจจะกลัว เพราะมันโหดมาก ๆ ไม่ได้มีเลือดมีอะไร แต่ทำให้รู้ได้ว่าตัวละครนั้น ๆ ตาย

ใจความสำคัญของเรื่อง

ใจความของ Raya and The Last Dragon ก็ไม่มีอะไรใหม่หรือแตกต่างจากที่เราเคยเห็น มันคือความสามัคคีและความเชื่อใจ ซึ่งเป็นแก่นหลักที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือแม้แต่ประเทศไทยก็ยังยึดถือ เราต้องรู้จักที่จะพยายามไว้ใจคนอื่น ก่อนที่จะไม่ไว้ใจใคร เพราะมันไม่สายเกินไปที่จะเปิดโอกาสให้กับผู้อื่น

ตัวละครหลักในเรื่องจะมีปมที่ไม่เชื่อใจใคร เพราะมีบาดแผลจากในอดีตทำให้ทำทุกอย่างไปด้วยกำลัง ด้วยความโกรธ ด้วยความหุนหันพลันแล่นจนมักจะทำให้อะไรแย่ลงเรื่อย ๆ เธอมองทุกคนเป็นศัตรูและคิดว่าทุกคนต้องต่อสู้กันถึงจะสามารถสร้างความสงบสุขได้

จนกระทั่งเธอได้เรียนรู้จากการเดินทาง การได้เจอคนรอบ ๆ ตัว ก็ทำให้มุมมองรอบตัวเปลี่ยนไป เธอต้องรู้จักให้ใจคนอื่น มอบความหวังดี และมันจะเปลี่ยนเป็นพลังสำคัญในการต่อสู้กับอุปสรรค หรือทำการใด ๆ ให้สำเร็จ

หรือแม้แต่ความเชื่อที่เข้ามาปิดกั้นสิ่งที่คิดอย่างแท้จริง บางครั้งเราอาจจะคิดว่าสิ่งที่กำลังทำ มันดี เพราะเราคิดว่าดี แต่ถ้าเรามีสิ่งที่อยากทำจากใจจริง เราก็ไม่ต้องไปสนใจเสียงของใคร แค่มุ่งหน้าไปและทำมันก็พอ และที่สำคัญเราต้องรู้จักที่จะเชื่อมั่นในตัวเอง

และเข้มแข็งแต่ก็อ่อนแอได้ เพราะมันไม่ผิดเลยในการเป็นมนุษย์ที่สามารถพ่ายแพ้ได้ ซึ่งแมสเซจเหล่านี้มันสามารถทำให้ทรงพลังได้ แต่กลับทำออกมาได้พอผ่าน ๆ ไม่ได้รู้สึกลึกซึ้งกินใจจนต้องเสียน้ำตาสักเท่าไหร่ ยกเว้นตอนเดิมพันที่หนักหนามากของตัวละครในท้ายเรื่องที่ทำให้น้ำตาซึมอยู่ เพราะตัวละครของเรื่องทำให้เราอินและสิ้นหวังได้จริง ๆ

รีวิว Raya and the Last Dragonรีวิว Raya and the Last Dragon
ด้านคุณภาพงาน

งานภาพตามมาตรฐานดิสนีย์แต่สมจริงขึ้นด้วยดิน น้ำ ลม ไฟ หยดน้ำที่สมจริงยันรายละเอียดของเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย ไปจนถึงรูขุมขน บรรยากาศของพื้นที่บ้านเมือง ต่าง ๆ ในเรื่องมีชีวิตชีวาชวนให้นึกถึงประเทศไทย ลาว เวียดนาม เมียนมาร์ และประเทศอื่น ๆ ในส่วนของสิ่งของในเรื่อง

ซึ่งนำเสนอออกมาได้ดีมีรายละเอียด และประณีตวิจิตร ทั้งผ้าไหม ผ้าสไบ ลวดลายต่าง ๆ ทำให้เห็นแล้วร้องอ๋อเลยว่า เห้ย นี่มันคล้ายของประเทศเราเลยทีเดียว แต่ถ้าถามหาความเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แบบจริง ๆ จัง ๆ ในพื้นที่ อาจจะต้องแอบผิดหวังเพราะเอาจริง ๆ มันเหมือนหยิบเอาส่วนเด่น ๆ ของบางประเทศมาใช้มากกว่า

แต่เข้าใจว่าคงเอามาทั้งหมดไม่ได้แน่ ๆ เพราะมันเยอะมาก ๆ เลยในทวีปเรา ทำให้พื้นที่อาณาจักรต่าง ๆ ในเรื่องมันก็ถูกเล่าแบบพอหอมปากหอมคอไม่ได้มีความหลากหลายขนาดนั้น ยิ่งเมื่อเรื่องราวมันเล่าไว โลกของหนังมันจึงค่อนข้างเล็ก ๆ และไม่ค่อยมีจุดเด่นเป็นของตัวเอง

เหมือนเดินทางไปแบบผ่าน ๆ ให้เห็นวัฒนธรรมดินแดนนั้น ๆ เหมือนเอามายำเฉย ๆ เช่นตัวละคร ชิซู พญานาคตามเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ดันถูกปรับตามแบบตะวันตกให้เป็นมังกรที่มีขาที่ดูแล้วก็แอบแหม่ง ๆ ไหนจะบทพูดหรือมุกตลกที่บางทีก็ดูทันสมัยผิดกับยุคที่ตัวละครอยู่ แต่ในส่วนของการเคลื่อนไหวคือเป็นธรรมชาติสมจริงและพริ้วไหวมาตรฐานของดิสนีย์ในยุคหลัง ๆ

เรื่องของเสียงเพลงบรรเลงในเรื่องก็ไพเราะ อลังการ มีกลิ่นอายของเครื่องดนตรีเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เจือจางเล็ก ๆ เสริมบรรยากาศในเรื่อง แต่ก็ไม่ได้โดดเด่นติดหูนัก จะมีก็แต่เพลงประกอบช่วงท้ายแบบป๊อบที่พอจะเป็นที่ติดหูบ้าง

เพราะความหมายของเพลงคือใจความสำคัญของเรื่อง ส่วนในเสียงพากย์ของตัวละครหลักอย่าง รายา ที่ได้นักแสดงดาราสาวอย่าง ญาญ่า อุรัสยา เสปอร์บันด์ ก็ต้องบอกว่าไม่มีอะไรติดขัด ญาญ่าสอบผ่านในการเป็นรายาครับ เก็บรายละเอียดของตัวละครมาเป็นอย่างดี

และสามารถมีเคมีกับตัวละครอื่นที่เป็นนักพากย์มืออาชีพได้อย่างกลมกลืน ซึ่งถือว่าผิดคาดมาก เพราะตอนแรกแอบทำใจไว้ว่ามันจะต้องพอใช้ได้แค่นั้น แต่ญาญ่าทำได้ดีแม้จะมีจริตของตัวเองที่เป็นญาญ่าและมีเสียงไม่แข็งกร้าวเท่าต้นฉบับ

แต่เวลาตัวละครรายาพูดจามันก็ชัดเจนหนักแน่นและทรงพลังจริง ๆ ตามโทนเสียง เพราะงั้นถ้าใครที่กลัวว่าพากย์ไทยจะห่วย ก็ไม่ต้องกังวลไป ญาญ่าพากย์ดี ตัวละครอื่น ๆ ก็มาตรฐานนักพากย์ครับ เคมี ดิสนีย์คงไม่ปล่อยให้รายาออกมาแบ๊ว ๆ พยายามห้าวแต่ผิดโทนเสียงตัวละครอย่างที่เราคิดกันแน่นอน (ถ้าไม่นับช่วงแรกที่เล่าเรื่องแล้วติดเสียงแบบโฆษณาพยายามจะห้าว)

ที่ทึ่งคือรายาของญาญ่าเข้าขากับนักพากย์มืออาชีพอย่างเป็นธรรมชาติและมีเสน่ห์เก็บรายละเอียด เขาส่งอารมณ์ไหนมา ญ่าปามันกลับไปได้หมด ไม่แผ่วเลย บอกได้เลยว่าถ้าฝึกฝนพัฒนาฝีมือมากกว่านี้เป็นนักพากย์อาชีพได้สบายเลย

ในขณะที่คุณพิม พิมพิดา พิทักษ์สงคราม ที่ได้มาพากย์เสียงภาพยนตร์เป็นครั้งแรกในฐานะนักพากย์น้องใหม่ของดิสนีย์ ก็ทำออกมาได้ดีจนนึกว่าเป็นอควาฟีน่าพูดไทยเลยทีเดียว เธอสามารถถ่ายทอดซีซูที่มีความขี้เล่น แต่ก็จริงจัง และบางครั้งก็สามารถถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกที่โดดเด่น และเคมีเข้าขากับญาญ่ามาก ๆ จนน่าตกใจเลย

 

ทางเข้า ufabet






Related News

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *