Main Menu

รีวิวซีรีย์ Bad Guys & Bad Guys: City of Evil โอกูทัก (รับบทโดย คิมซังจุน) ตำรวจบ้าดีเดือด

เรื่องราวของ Bad Guys & Bad Guys: City of Evil โอกูทัก (รับบทโดย คิมซังจุน) ตำรวจบ้าดีเดือดตัดสินใจตั้งทีมปฏิบัติการพิเศษ ที่รวมเอานักโทษในเรือนจำที่มีความสามารถ มาทำงานร่วมกัน ทั้ง นักฆ่า นักเลง และฆาตกรต่อเนื่อง Bad Guys นอกจากประโยชน์ของการทำงานจับกุมคนร้าย ความจริงโอกูทักเองมีความสงสัยบางอย่างที่ต้องการพิสูจน์ เมื่อ อีจองมุน (รับบทโดย พัคแฮจิน) ฆาตกรต่อเนื่องหนึ่งในสมาชิกของทีม เป็นคนฆ่าลูกสาวของเขา แต่นั่นอาจไม่ใช่ความจริง…?

เรื่องย่อ เมื่อการทำงานของอัยการมิได้อยู่เพียงในห้องพร้อมกองเอกสาร แต่ต้องออกแรงลงพื้นที่ และจัดการกับเหล่านักเลงลูกน้องเจ้าของกิจการใหญ่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโกงกินของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง อัยการขาลุยอย่าง อูแจมุน (รับบทโดย พัคจุงฮุน) จึงตัดสินใจสละงานสบายบนโต๊ะ จับมือกับเจ้าของร้านอาหารอดีตนักเลงหัวไม้ พนักงานสืบสวน และเจ้าหน้าที่ตำรวจ แล้วเรียกตัวอัยการรุ่นน้องมาทำงานแทน

ซีรี่ส์เรื่องนี้น่าจะเป็นซีรี่ส์ ocn เรื่องแรกๆที่เป็นที่รู้จักของแฟนซีรี่ส์เกาหลีชาวไทย ด้วยกระแสปากต่อปากถึงความบ้าดีเดือด รุนแรงทั้งการใช้ภาษา และการใช้กำลัง โดยทุกตอนเราจะต้องได้ดูฉากแอคชั่นมันๆกันตลอด

2 ภาคจะมีลักษณะการเล่าเรื่องต่างกันอยู่บ้าง โดยภาคแรกจะเน้นไปที่คดีฆาตกรรมต่างๆ ซึ่งจะมีทั้งตัวคดีหลักของเรื่องที่เป็นเรื่องราวของพระเอก คดีย่อยๆ และเรื่องราวของตัวละครแต่ละตัว ส่วนภาค 2 จะต่างออกไป ตรงที่ตัวคดีหลักจะเป็นการเปิดโปงการคอร์รัปชั่นของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง แม้จะมีเรื่องการฆาตกรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่คดีหลักของเรื่องเป็นการโกงกิน ซึ่งส่วนนี้จะทำให้นอกจากแอคชั่นที่เราเห็นได้จากทั้ง 2 ภาค ยังได้เห็นส่วนของกระบวนการตามล่าหาความจริงเพื่อนำมาใช้ในทางกฎหมาย การหลอกล่อและสะท้อนคุณธรรมของคนทำงานด้านการบริหารบ้านเมือง และระบบอัยการ

ส่วนตัวรู้สึกว่า ภาคแรกเป็นการเล่าเรื่องในระดับบุคคลเป็นส่วนใหญ่ จะเห็นพัฒนาการภายในจิตใจตัวละครที่ค่อยๆเปลี่ยนแปลงระหว่างที่ทำงานร่วมกัน เปลี่ยนความสงสัย เป็นความไว้ใจ และกลับมาเชื่อมั่นในความดีอีกครั้ง ในขณะที่ภาค 2 เรื่องจะเล่าในระดับสังคมมากขึ้น คือสื่อให้เห็นถึงการทำงานขององค์กร ความเป็นอยู่ของประชาชนที่เป็นผลจากการทำงานของเจ้าหน้าที่ (ถ้าโกงบ้านเมืองก็เดือดร้อน) ให้ตัวเอกแต่ละตัวเป็นตัวแทนของกลุ่มบุคคลต่างๆ เช่น เจ้าหน้าที่ด้านกฎหมาย เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริการ นายทุน ชาวบ้าน ฯลฯ ซึ่งถ้ามองในระดับสังคม ถือว่าเรื่องนี้กระทุ้งความเป็นจริงออกมาแสดงกันแบบกระแทกหน้ากันเลยทีเดียว

ส่วนของฉากแอคชั่นรู้สึกว่าภาค 2 ดร็อปลงมาจากภาคแรกนิดหน่อย ในเชิงภาพ (แต่บวกคะแนนความซับซ้อนและความร้ายกาจของตัวร้ายภาค 2 ที่เล่นคดีคอร์รัปชั่นเลยดูสเกลใหญ่ขึ้น) (อาจจะเพราะภาค 2 เน้นการตะลุมบอนไปซะมาก เลยไม่ค่อยมีแอคชั่นคมๆสวยๆ แบบตัว-ตัว หรือแบบโดนรุม) และแม้ว่าหลายคนจะเสียดายที่นักแสดงจากภาคแรก ไม่ได้มารับบทต่อในภาค 2 และเปลี่ยนนักแสดงทั้งหมด ยกทีม ไม่เหลือ แต่นัักแสดงทุกคนก็แสดงความดราม่าของตัวละคร และเล่นฉากแอคชั่นได้ดีมากๆ ทุกคน บอกเลยว่าเท่มาก

แต่ระดับความเครียดขอยกให้ภาค 2 ชนะขาดไปเลย เพราะนอกจากจะไร้ตัวฮาอย่างคุณมาดงซอก ที่รับบทตัวฮาหลักของภาคแรก ด้วยความที่หัวหน้าแก็งค์ภาค 2 เป็นอัยการ ลักษณะการทำงานเลยดูมีกระบวนการและมีระบบรุ่นพี่รุ่นน้อง เจ้านาย นักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ตัวคดีก็ค่อนข้างจะมีความพลิกแพลง และผลัดกันรับ ผลัดกันสู้ตลอด

สิ่งโดดเด่นของเรื่องนี้คือฉากต่อสู้ ซึ่งซีรี่ส์เกาหลีถ้าจะมาแนวสืบสวน ส่วนมากก็จะไม่ได้เห็นฉากต่อสู้มากนัก แต่จะไปในทางของการแก้ไขคดีมากกว่า แต่เรื่องนี้จะได้ดูฉากต่อสู้เยอะมาก ทั้งแบบตัว-ตัว หรือแบบตะลุมบอน ซึ่งซีรี่ส์หมวดนี้ความจริงแล้วมีไม่มาก

ufabet






Related News

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *