Main Menu

รีวิวละครชุด SF8 โลกยุคล้ำๆ พลอตไซไฟ Sci-Fi จาก ช่อง MBC

รีวิวละครชุด SF8 โลกยุคล้ำๆ พลอตไซไฟ Sci-Fi  จาก ช่อง MBC

SF8 เป็น ละครสั้นคุณภาพ ในกลิ่นอายแบบภาพยนตร์ ซึ่งเป็น พลอตไซไฟ (Sci-Fi หรือ Science Fiction) ผลงานนี้เป็นงานสร้างสรรค์มิติใหม่ของช่อง MBC ที่เป็นความร่วมมือกับ สมาคมผู้กำกับของเกาหลี (DGK หรือ Directors Guild of Korea) และ Wavve ผู้ให้บริการ OTT หรือแพลตฟอร์มวิดีโอคอนเทนท์บนอินเตอร์เน็ตรายใหญ่ของเกาหลี

ละครชุดนี้ มี 8 ตอน เป็นงานจบในตอนเดียวจำนวน 8 เรื่อง ความยาวเรื่องละประมาณ 40-50 นาที มีเนื้อหาหลากหลายที่ว่าด้วยโลกอนาคตที่มีเทคโนโลยีหรือวิทยาการล้ำยุค ซึ่งคนทั่วไปมักมองว่าเป็นตัวชี้วัดชีวิตที่ก้าวหน้า ทันสมัย สะดวกสบาย เป็นสังคมยุคใหม่ที่สมบูรณ์แบบ

โดยที่ 8 เรื่องนี้ จะเป็นผลงานเขียนบทและกำกับโดยผู้กำกับของ DGK ที่มีผลงานผลิตภาพยนตร์มาก่อนหน้านี้จำนวน 8 คน รับผิดชอบกันไปคนละเรื่องด้วยทุนผลิตที่เท่ากัน ซึ่งก็ไม่มากนัก แต่ก็ทำออกมาได้คุณภาพมาก ทุกคนสร้างสรรค์เรื่องราวที่แตกต่างกันสะท้อนโลกอนาคต โดยอิงเทคโนโลยีหรือนวัตกรรม อาทิเช่น VR (Virtual Reality หรือโลกเสมือนจริงแบบจำลอง) AR (Augmented Reality หรือโลกเสมือนจริงที่ผนวกเอาของจริงและเสมือนจริงเข้าด้วยกัน แบบเกมในซีรีส์เรื่อง Memories of Alhambra) AI (Artificial Intelligence หรือ ปัญญาประดิษฐ์) ที่ออกมาในรูปของหุ่นยนต์มนุษย์หรือวิทยาการก้าวล้ำ

เมื่อโลกอนาคตเปลี่ยนรูปแบบไป การใช้ชีวิตหรือสังคมมนุษย์จะเปลี่ยนแปลงอย่างไรหรือไม่ ละคร 8 เรื่องก็จะนำเสนอจินตนาการที่ล้อความจริงในหลากหลายมิติชีวิต เช่น ความรัก ครอบครัว มิตรภาพ ภัยพิบัติ สาธารณสุข-สุขภาพ การแพทย์ เกมบันเทิง เป็นต้น ซึ่งไม่ใช่เนื้อหาไกลตัวเลย ความสนุกจาก genre ที่หลากหลายรสชาติ ครอบคลุม ดรามา สืบสวน แอคชัน ทริลเลอร์ โรมานซ์ คอมมาดี้ ผนวกความปราณีตด้วยเทคนิคการผลิตและลีลาแบบภาพยนตร์ ทำให้เนื้อหาที่แน่นเปรี๊ยะด้วยสาระร้อยเรียงดูได้อย่างสนุก และถ้าใครสนุกกับการขบคิดต่อ ก็จะเพลินขึ้นไปอีก เรียกได้ว่าเป็นเสน่ห์อันน่าทึ่งของการใช้ 40-50 นาทีถ่ายทอดความบันเทิงที่เฉียบมากเลยละ

 

สำหรับบทรีวิว ผู้เขียนขอนำมาเล่ารวม โดยแบ่งออกเป็น 2 พาร์ทๆละ 4 เรื่อง เพื่อไม่ให้ยาวเกินไป ใครที่อ่านแล้วสนใจ สามารถติดตามชมละครชุด SF8 ซับไทยถูกลิขสิทธิ์ได้ที่ VIU

เรื่องที่ 1 | The Prayer หรืออีกชื่อว่า Nursing

ผลงาน ผกก. มินคยูดง (Her Story – 2018, The Treacherous – 2015, All About My Wife – 2010, Last Blossom – 2011, Antique Bakery – 2008, Whispering Corridors 2: Memento Mori – 1999)

Genre : ดราม่า ไซไฟ

เรื่องย่อ : คันโฮจุง หรือ หุ่นยนต์เอไอพยาบาล TRS 70912B เธอทำหน้าที่ดูแลผู้หญิงสองคน หนึ่งเป็นแม่ซึ่งเป็นคนไข้โคม่าติดเตียงมา 10 ปีแล้ว และลูกสาวซึ่งกำลังเผชิญปัญหาการเงินและความทุกข์ใจอย่างมหันต์ เครียดถึงขั้นคิดจะฆ่าตัวตายลาโลก หุ่นยนต์คันโฮจุงจึงกลัดกลุ้มว่าเธอควรจะช่วยใครดีระหว่างคนเป็นแม่หรือว่าลูกสาว

คำอธิษฐานขอ จากใจเอไอที่ทำหน้าที่เสมือนคน….

ในโลกอนาคตที่พัฒนาไปถึงขั้นประดิษฐ์หุ่นยนต์เอไอมาเป็นตัวช่วย ทดแทนพยาบาลวิชาชีพ ในการจัดการงานละเอียดอ่อน ตรวจเช็คประเมินค่าทางการแพทย์พื้นฐานให้คนไข้ได้ ทดแทนพยาบาลผู้ดูแล (caregiver) แบ่งเบาภาระของญาติของผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุที่ติดเตียงได้ มองการณ์ไกลไปถึงสังคมที่มีผู้สูงอายุเพิ่มอย่างรวดเร็ว ลูกก็ต้องทำงานตัวเป็นเกลียวมากขึ้น ถ้าใครแก่ใครป่วยในบ้าน คือยากจะหาใครมาดูแลตลอดเวลาได้

จึงกำเนิดธุรกิจสถานบริบาลที่ครบวงจร มีบริการขายหุ่นยนต์พยาบาลให้นำไปใช้ด้วย รูปลักษณ์หุ่นยนต์ก็ประดิษฐ์ล้อตามหน้าตาญาติเหมือนเด๊ะๆ ชวนสะดุ้งนิดๆว่า นี่กำลังหลอกผู้ป่วยญาติผู้ใหญ่ว่า ลูกหลานหรือญาติที่รักยังคอยดูแลอยู่ใกล้ชิดตลอด ได้ฟิลจิกกัดเรื่องเงินที่สามารถซื้อ ‘สำเนา’ ตัวตนของเราได้ แต่… เงินที่ไม่เท่ากัน ก็ได้หุ่นยนต์ต่างเกรดต่างชนชั้น ก็คือยังคงเสียดสีช่องว่างของคนมีและคนจน ที่ไม่เคยมีโอกาสเท่าเทียมกันเลยไม่ว่ายุคไหนก็ตาม

ซื้อหุ่นยนต์ถูกๆ ก็ได้ความสามารถแบบจำกัด เรื่องซับซ้อนหรือละเอียดอ่อนก็จะไปไม่เป็น แลดูเหมือนการเพิกเฉยละเลย แต่ทว่า … ถึงจะเป็นหุ่นยนต์เกรดดีราคาสูง ที่รู้จักวิเคราะห์งานซับซ้อนได้ ถ้าเจอสถานการณ์ยากที่ต้องเลือกตัดสินใจว่าจะช่วยใคร ระหว่างคนไข้ติดเตียงไร้อนาคต กับญาติผู้เฝ้าไข้ที่กำลังถูกภาระนี้รั้งอนาคตจนอาจจะตายไปเสียก่อนคนไข้ก็ได้ การตัดสินใจของหุ่นยนต์จะเป็นอย่างไร จะยึดตรรกะและโปรแกรมที่ตั้งไว้ หรือจะใช้อารมณ์แบบมนุษย์ร่วมตัดสินใจดี

 

จริงๆแล้วเขาอ้างอิงสัจธรรมคำสอนตามคัมภีร์ไบเบิล แต่ผู้เขียนขออนุญาตมองแบบพุทธที่ตัวเองถนัดกว่า ได้แง่คิดที่เหมือนจะบอกเป็นนัยๆว่า ทุกข์มันเกิดได้กับทุกบุคคล ตราบใดที่เริ่มมีความรู้สึกรู้สา มีรักโลภโกรธหลงเข้ามาเกี่ยว รวมถึงการสะท้อนเรื่องการตาย ว่าคือทางปลดปล่อยให้หลุดพ้นจากทุกข์ ถึงขั้นว่าขนาดหุ่นยนต์เองถ้าทุกข์นัก ก็ยังอยากดับเครื่องตัวเองเช่นกัน เป็นที่มาของ ‘คำอธิษฐานขอครั้งสุดท้าย’ คือขอการการุณยฆาต แต่มันคือบาปหรือเป็นการช่วยให้พ้นทุกข์กันแน่

เรื่องนี้ได้ อียูยอง และ ยอมฮเยรัน มาถ่ายทอดอารมณ์ของสองบทบาท เป็นทั้งคนและเป็นหุ่นยนต์ได้น่าดูมากค่ะ สมทบด้วยนักแสดงมากฝีมืออีกหลายๆคน เช่น เยซูจอง ชเวบยองโม ยุนคยองโฮ และ อียงนยอ

ด้วยบทที่เนื้อแน๊นแน่น โดนใจสังคม และคะแนนจากฝีไม้ลายมือของอียูยอง ทำให้เรื่องนี้โดดเด่นมาก แต่ด้วยมู้ดโทนของเรื่องจะหม่นๆโลว์คีย์ มีความหน่วงเยอะหน่อย คนที่ไม่ชอบโทนนี้ ก็อาจอึดอัดได้บ้าง

 

เรื่องที่ 2 | Manshin

ผลงาน ผกก. โรด็อก (The Exclusive: Beat The Devil’s Tattoo – 2015, Very Ordinary Couple -2013)

Genre : แอคชัน ทริลเลอร์ ดรามา ไซไฟ

เรื่องย่อ : เมื่อ 7 ปีก่อนหน้านี้ บริษัทพรีคอน (Precon) ได้พัฒนาเอไอ ‘มันชิน’ โปรแกรมพยากรณ์ซึ่งมีความแม่นยำในอัตราที่ 96.3% ผู้คนพากันศรัทธาในมันชินอย่างไม่ลืมหูลืมตา ในขณะที่ ซอนโฮ และ คารัม ผู้ที่ต่างมีความลับและปัญหาของตัวเอง แต่ได้มาร่วมกันติดตามหาคนพัฒนาโปรแกรมมันชิน

เอไอชี้นำชะตาชีวิต ศักดิ์สิทธิ์ดุจรวมเหล่าเทพทำนายทั่วจักรวาล….

ในโลกอนาคตที่พัฒนาไปถึงขั้นมีเทคโนโลยีล้ำเลิศ สามารถบอกดวงชะตาทุกเสี้ยวชีวิตได้แม่นยำเกือบ 100% ใครๆก็พากันโหลดแอพที่ชื่อว่า ‘มันชิน’ นี้มาติดตั้งไว้ในโทรศัพท์ เช็คกันทุกฝีก้าว เชื่อทุกคำทำนายที่แอพทายทักไว้ จนกลายเป็นพลังศรัทธา ‘มันชิน’ ยึดเป็นไกด์การดำเนินชีวิต

เสียดสีโลกดิจิตอลที่คนเสพติดแอพออนไลน์ จนขาดความสามารถในการตัดสินใจ เท่านั้นไม่พอ..ยังเสียดสีนิสัยยึดติดงมงายของมนุษย์ที่เอาแต่พึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธ์ ทิ้งความเป็นเจ้าของชะตาชีวิตตัวเอง ทางเดินที่ตัวเองควรเป็นคนเลือก เสียดสีทวีคูณสำหรับการเปลี่ยนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไปเป็น ‘เครื่องจักร’ มันชินในยุคไฮเทค ที่ทรงพลังมากขึ้นไปอีก เพราะความหมายของ ‘มันชิน’ คือ เทพหมื่นองค์ ศักดิ์สิทธิ์อีกหมื่นเท่า..แรง!

 

ซอนโฮ และ คารัม คือคนที่ยังพอมีสติ คิดติดตามค้นหาคำตอบของชีวิตตัวเองที่เกี่ยวพันกับมันชิน แม้จะเริ่มต้นจากมุมมองที่ต่างขั้ว หนึ่งเป็นตัวแทนของคนที่ศรัทธา อีกหนึ่งเป็นตัวแทนคนที่แอนตี้ในมันชิน แต่สิ่งที่พวกเขาต้องรู้ให้ได้ว่า ใครอยู่เบื้องหลังของมันชิน ตัวตนเอไอใดกันที่กุมชะตาของผู้คนได้ขนาดนี้ คำทำนายนั้นน่าเชื่อถือจริงหรือไม่ สมควรเป็นผู้ชี้นำชีวิตผู้คนตลอดไปจริงหรือ เราก็ต้องตามพวกเขาไปดูเองว่าคำตอบที่ได้ จะเคลียร์ใจซอนโฮและคารัมไหม รวมทั้งถูกใจผู้ชมเหมือนผู้เขียนหรือไม่

เรื่องนี้ได้ อียอนฮี และ อีดงฮวี มารับบทนำ ร่วมด้วย นัมมยองรยอล ซอฮยอนอู ยุนคยองโฮ ฮยอนบงชิก พัคซองยอน

เรื่องที่ 3 | Joan’s Galaxy หรือ Astronaut Joan

ผลงาน ผกก. อียุนจอง (Remember You – 2016)

Genre : มิตรภาพ ชีวิตเยาวชน ไซไฟ

เรื่องย่อ : ในปี 2046 ที่ชั้นบรรยากาศของโลกถูกปกคลุมหนาทึบไปด้วยฝุ่นละเอียด ผู้คนถูกแบ่งแยกตั้งแต่เกิดว่าจะเป็นชาว C (ย่อมาจาก Clean = บริสุทธิ์) หรือ ชาว N (ย่อมาจาก Non-Clean = ไม่บริสุทธิ์) ชาว C จะได้รับวัคซีนเสริมภูมิคุ้มกันราคาแพงตอนเคลอดออกมา ทำให้พวกเขามีระบบร่างกายที่สะอาดบริสุทธิ์ อยู่ยืนยาวได้ถึง 100 ปี ส่วนชาว N ไม่ได้รับวัคซีน มลพิษก็จะทำให้อยู่ได้เพียง 30 ปีเท่านั้น

อีโอ เป็นนักศึกษาที่คิดมาตลอดว่าตัวเองเป็น C แต่เพิ่งมารู้ว่าโรงพยาบาลผิดพลาดที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนให้เธอตอนเกิด เธอจึงเป็น N ทำให้เธอเริ่มสนใจมองดูชาว N คนอื่น ซึ่งก็มี N เพียงคนเดียวในสถานศึกษาเดียวกัน เธอคนนั้นคือ โจอัน

ในโลกขมุกขมัว ก็ยังมี ‘กาแล็คซีของโจอัน’….

บริบทใหม่ของโลกในอีกยี่สิบกว่าปีข้างหน้า มลพิษที่กระทบชีวิต ไม่เพียงความขมุกขมัวในการมองเห็นแบบความหมายตามตัวอักษร (literally) แต่มีนัยของความพร่ามัวในการมองชีวิตมองอนาคต และยังคงเสียดสีเรื่องชนชั้นที่จำแนกตามฐานะ เกิดการเลือกปฏิบัติในสังคม เงินยังสามารถซื้อชีวิตที่ยกระดับขึ้นได้ เช่นเดียวกับชาว N ที่เติบโตและพอจะมีกำลังทรัพย์แล้ว ก็สามารถเติมอุปกรณ์เสริมเป็นชุดปกป้องมลพิษได้ (หน้าตาเหมือนชุดอวกาศเดินดวงจันทร์) ปรับสถานะกลายเป็นพวกลูกครึ่ง หรือจะเรียกว่าบริสุทธิ์แบบชั้นสองก็ได้นะ (NCC = not clean but clean) เพื่อการยืดอายุขัยออกไปอีกหน่อยนึง

จากที่ อิโอ ตกเกรดจาก C เป็น N ทำให้เธอเริ่มมีตาสนใจ N เพราะเป็นคนพวกเดียวกัน และทำให้ได้เป็นเพื่อนกับโจอัน ได้เรียนรู้โลกของโจอัน หรือเราควรเรียกมันว่า’กาแล็คซี่’ จะดีกว่า เพราะมันน่าอยู่และยิ่งใหญ่กว่าที่คิด การใช้ชีวิต อิสระทางความคิด ความกล้าฝัน ย้อนแย้งกับเวลาชีวิตที่มีเพียงน้อยนิด ก็เพราะเธอไม่มีกรอบความวิตกกังวลใดๆมาคอยกีดขวาง การเริ่มต้นก็เป็นไปอย่างรวดเร็ว ต่างจากพ่อแม่ชาว C ที่ยังต้องประคบประหงมลูก วิตกนู่นนี่นั่นอยู่ตลอดเวลา จนกลายเป็นการตีกรอบ ก็ล้อกับสิ่งที่เห็นได้อยู่ในสังคมปัจจุบันแหละ

ทั้งๆที่ชื่อของ อิโอ พ้องกับดาวเคราะห์ดวงใหญ่ ‘ไอโอ’ ที่เปล่งประกายจรัสแสงในตัวได้ แต่เธอกลับไม่เคยมีพลังความฝันยิ่งใหญ่ใดๆ จนกระทั่งเริ่มพบว่า ตัวเองคงเหลือเวลาน้อยแล้ว เป็นนัยที่สะท้อนการใช้ชีวิต การบริหารเวลาของคนเรา และการปล่อยให้กรอบความคิดความเชื่อเดิมๆครอบงำชีวิต อุปมาดั่งความขมุกขมัวของหมอกฝุ่นพิษ บดบังทัศนวิสัยการเดินทางของชีวิต สุดท้ายแล้วสิ่งที่อยากทิ้งไว้เป็นข้อคิดคือ อนาคตก็อยู่ที่ตัวเองกำหนด ชวนมาคิดแบบ live your life ใช้ชีวิตให้เต็มที่กันเถอะ อ่านต่อได้ที่






Related News

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *