Main Menu

รีวิวหนัง Darkest Hour – ชั่วโมงพลิกโลก ผลงานของโฟกัส ฟีเจอร์

หนัง Darkest Hour หรือชื่อไทยว่า ชั่วโมงพลิกโลก DARKEST HOUR ชั่วโมงพลิกโลก เป็นผลงานของโฟกัส ฟีเจอร์ ซึ่งได้เวิร์คกิ้ง ไทเทิล โปรดักชั่น มาดูแลงานสร้าง พบกับเรื่องราวสุดระทึกซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องจริง ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ขณะที่วินสตัน เชอร์ชิล (รับบทโดย แกรี่ โอลด์แมน ผู้เข้าชิงรางวัลออสการ์ มารับหน้าที่นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร และต้องเผชิญกับความวุ่นวายและวิกฤติที่เกิดขึ้้น ซึ่งต้องหาทางเจรจาสันติภาพกับนาซี เยอรมนี หรือยืนหยัดต่อสู้เพื่ออุดมคติ เสรีภาพ และอิสรภาพของชาติ ขณะที่กองทัพนาซีเดินทัพมาใกล้ยุโรปตะวันตกและจะเข้ามาบุกและยึดครองพื้นที่ เชอร์ชิลต้องยืนหยัดต่อสู้ท่ามกลางวิกฤติ และพยายามกอบกู้ชาติ และพยายามที่จะเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์โลก ท่ามกลางประชาชนที่ยังไม่มีการเตรียมตัว กษัตริย์ผู้ช่างสงสัย และพรรคการเมืองของเขาที่วางตัวอยู่ตรงกันข้าม

รีวิวหนัง Darkest Hour - ชั่วโมงพลิกโลก

“ผู้ไม่เคยเปลี่ยนแปลง คือผู้ที่ไม่เคยเปลี่ยนอะไรได้เลย”

หนังชีวประวัติช่วงชีวิตของนายกรัฐมนตรีเชอร์ชิลด์ในช่วงเวลาวิกฤติที่สุดในอังกฤษ ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กำลังระอุ พันธมิตรยักษ์ใหญ่ฝรั่งเศสกำลังยอมแพ้ ในขณะที่อังกฤษเองก็กำลังสับสนอย่างสุดตัว

ผู้กำกับ Joe Wright กับงานสไตล์สงครามโลกครั้งที่ 2 อีกครั้ง หลังจากทำหนังสุดเด่นจากเรื่อง Atonement ที่คราวนี้ก็แนบมาพร้อมกับอาร์ตไดเรกจัดจ้าน ภาพงดงาม การเล่าเรื่องที่กระชับฉับไว แม้จะผ่านการเล่าด้วยบทสนทนาก็ไม่ได้ลดความสนุกสนานลงไปเลย มีลูกล่อลูกชนดูสนุก ลื่นไหลไปพร้อมกับบุคลิกตัวละครที่น่าสนใจ มีเสน่ห์ เต็มไปด้วยความเป็นมนุษย์ที่ปะปนดีร้าย พร้อมกันนั้นก็ถ่ายทอดถ้อยความคำพูดฉะฉาน ที่เป็นอาวุธที่ดีที่สุดทั้งตัวเชอร์ชิลเองและหนังเรื่องนี้ได้อย่างทรงพลัง

หนังเรื่องนี้ว่าด้วยเรื่องราวช่วงที่ตกต่ำที่สุดของสัมพัธมิตร ช่วงเวลาที่อเมริกายังไม่โดดมาร่วมวง ฝรั่งเศสกำลังยอมแพ้ ผู้คนไม่เชื่อใจนายกรัฐมาตรีเนวิลว่าจะพารัฐบาลอังกฤษในยามยากได้ เหล่าฝ่ายค้าน และประชาชนบางกลุ่มจึงหันไปยกเก้าอี้นายกให้กับ เชอร์ชิล อดีตนายกรัฐมนตรีสงครามโลกครั้งที่ 1 ผู้ฉุนเฉียว อนุรักษ์นิยม และเป็นที่รังเกียจของคนทั่วไปเนื่องจากนโยบายรัฐบาลที่ล้มเหลวในช่วงสงบ แต่ก็มีความเด็ดขาด มีวิสัยทัศน์กว้างขวาง เดาถูกเรื่องฮิตเลอร์ และเหนือสิ่งอื่นใดคือ ทัศนคติอันสุดยอด…

มันคือ “ความไม่ยอมแพ้”

หนังทั้งเรื่องจึงเป็นการเล่าถึงการเมืองภายในของอังกฤษ การต่อสู้เพื่อแนวคิดแบบต่างๆภายในคณะรัฐมนตรี ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสับสนทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นการทำสงครามต่อไป การปล่อยผ่าน หรือการเจรจาสงบศึก โดยมีฉากหลังเป็นประวัติศาสตร์ต่างๆ โดยเฉพาะปฏิบัติการไดนาโม ที่พวกเราคุ้นเคยจากชายหาดดันเคิร์ก หนังเรื่องนี้เป็นอีกด้านหนึ่ง เป็นสถานที่ที่การตัดสินใจถูกสร้างขึ้น เราจะเห็นภาวะกดดัน การมองคนเป็นตัวเลข การเสียสละ และความพยายามอันไม่ลดละของเชอร์ชิลด์ที่ดูเกือบจะเป็นการหัวรั้น โหดร้าย แต่ก็เข้าใจ ผ่านมุมมองจากนายทหารบ้าง เลขาบ้าง หรือตัวเชอร์ชิลด์เอง

ช่วงสุดท้ายมันพีคมากๆ สำหรับเรา เพราะภาวะการตัดสินใจอนาคตของประเทศชาติกำลังอยู่ในมือของคนๆ เดียว และทุกๆ คนก็คาดหวังให้ออกมาตามที่ใจตัวเองต้องการ การแสดงของแกรี่ โอลด์แมนคือแบกไว้ทั้งเรื่อง ทรงเสน่ห์ เกรี้ยวกราด เอาแต่ใจตัวเอง และกังวลแบบสุดๆ การออกแบบตัวละครที่เหลือเองก็งดงามพอๆ กัน มันมีความเป็นมนุษย์อยู่สูง และมีความเป็นไอดอลทางความคิดอยู่สูงเช่นกัน

เป็นหนังที่ประทับใจมากๆ สำหรับเรา เป็นการไม่ยอมแพ้ แบบไม่ยอมแพ้จริงๆ จนเหมือนหลอกตัวเอง แต่มันเป็นการต่อสู้ที่ไม่รู้จบ เหมือนชีวิตของเขานั่นแหละ

แม้หลังๆ มันออกจะแฮปปี้กันไปหน่อยกับแนวประชานิยม แต่เราชอบการสรุปของคู่แข่ง ที่สุดท้ายแล้ว อาวุธที่ดีที่สุดไม่ใช่ปืน แต่เป็น “คำพูด” ก็เพราะคำพูดนี่แหละที่พาฮิตเลอร์ให้เป็นหัวหน้าพรรคนาซี และเป็นคำพูดอีกเช่นกันที่ทำให้ชาวอังกฤษต่อสู้ต่อไปแม้จะโดนระเบิดในยุทธการบริเตนอย่างหนักหน่วง อดทนอย่างหนักจนอเมริกามาร่วมสงครามในที่สุด

เป็นหนังที่พูดกันทั้งเรื่อง แต่เป็นการพูดแบบภาษามนุษย์ที่ฉะฉาน มีพลังงาน บวกกับการเล่าเรื่องที่มีลูกล่อลูกชนสนุก ภาพหยดย้อยด้วยแสงที่เนี๊ยบ การแสดงระดับเทพ ไม่แปลกใจเลยที่จะเป็นหนังในดวงใจของเรา

ที่มา  






Related News

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *