Main Menu

รีวิว อนิเมชั่นพิกซาร์ LUCA มิตรภาพสุดผิวน้ำ เงือกหนุ่มใจเกเร

รีวิว อนิเมชั่นพิกซาร์ LUCA มิตรภาพสุดผิวน้ำ เงือกหนุ่มใจเกเร

หลังดิสนีย์พลัส (Disney+) ประกาศเปิดตัวในประเทศไทยเราเชื่อว่าหลายคนคงอดตั้งความหวังกับคอนเทนต์แอนิเมชันในฐานะเจ้าตลาดระดับโลกอย่างดิสนีย์ และหนึ่งในโปรเจกต์ที่พะยี่ห้อพิกซาร์ (Pixar) อย่าง ‘LUCA’ แอนิเมชันเงือกหนุ่มใจเกเรที่ขอหนีไปตามฝันยังเกาะปอร์โตรอสโซ่แห่งอิตาลีอันงดงามก็ไม่ต่างกับโปรเจกต์ความหวังของหมู่บ้านเพราะด้วยผลงานในอดีตของค่ายที่แบกศรัทธาของแฟน ๆ จนหนักอึ้งก็ชวนให้พิสูจน์ฝีมือผู้กำกับแอนิเมชันหน้าใหม่อย่าง เอ็นริโก คาซาโรซา (Enrico Casarosa) ไม่น้อยเลยทีเดียว

 

โดยเนื้อเรื่องแล้ว ‘LUCA’ แทบจะเป็นภาพซ้อนทับกับแอนิเมชันระดับตำนานอย่าง ‘The Little Mermaid’ เพราะว่าด้วยสิ่งมีชีวิตในท้องทะเลที่ได้ขึ้นมาเมืองมนุษย์เพื่อออกล่าตามหาความฝัน เพียงแต่คราวนี้เปลี่ยนจากเงือกมาเป็นสัตว์ประหลาดจากท้องทะเล โดยหนังจะไปโฟกัสที่ตัวละครเจ้าของชื่อเรื่องอย่างลูก้า (เจคอบ เทรมบลีย์ – Jacob Tremblay) ที่ถูกพ่อและแม่ฟูมฟักอย่างกับไข่ในหินสั่งห้ามไม่ให้โผล่พ้นน้ำไปเมืองมนุษย์ที่มีแต่คนใจร้ายจ้องจะฆ่าสัตว์ประหลาดอย่างพวกเขา

แต่ตามฟอร์มว่าเจ้าหนูลูก้าก็จะต้อง “ใจเกเร” เป็นธรรมดายิ่งพอได้มาเจอกับ อัลเบอร์โต (แจ็ก ดีแลน เกรเซอร์ -Jack Dylan Grazer) สหายสัตว์ประหลาดลูกกำพร้าที่พาลูก้าออกเดินทางไปยังเมืองมนุษย์อย่าง ปอร์โตรอสโซ (Portorosso) เพื่อให้ได้ขี่มอเตอร์ไซค์เวสป้าสักครั้ง และทางเดียวที่ฝันจะเป็นจริงคือต้องแข่งขันไตรกีฬาสุดโหดร่วมกับจิวเลีย (เอมมา เบอร์แมน – Emma Berman) ลูกสาวชาวประมง

 

 

โดยพวกเขาต้องต่อกรกับ เออร์โคล (ซาเวอริโอ ไรมอนโด – Saverio RaImondO) นักปั่นแชมป์เก่าจอมบูลลีและต้องคอยหลบสายตาของเหล่่ามนุษย์ที่มองพวกเขาไม่ต่างจากอสูรกาย ในขณะที่แดเนียลา (มายา รูดอล์ฟ – Maya Rudolph) กับ ลอเรนโซ (จิม กาฟฟิแกน – Jim Gaffigan) ก็เฝ้าตามหาลูกชายอย่างลูกาอย่างไม่ลดละ

นอกเหนือจากพลอตเรื่องที่เหมือนเอา ‘Finding Nemo’ มาผสมโรงกับ ‘The Little Mermaid’ ตามที่ได้กล่าวไปแล้ว เรายังต้องชื่นชมพิกซาร์ (Pixar) ไม่น้อยที่คราวนี้กล้าหยิบประเด็นของแสลงอย่างการใส่ความสัมพันธ์ที่แทนภาพ LGBTQ เจือลงไปในความสัมพันธ์ของลูกากับอัลเบอร์โต แม้หนังจะไม่ได้บอกตรง ๆ

แต่การกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างเด็กหนุ่มในช่วงวัยเริ่มแตกพานเองก็มีเหตุผลด้านจิตวิทยารองรับสำหรับช่วงค้นหารสนิยมทางเพศตัวเองได้เป็นอย่างดี

ยิ่งสถานการณ์ในหนังถูกเซ็ตให้อยู่ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับสัตว์ประหลาดก็ยิ่งทำให้ภาพของการต่อสู้เพื่อการยอมรับของ LGBTQ ดูเด่นชัดขึ้นรวมถึงฉากชวนช็อกที่อาจทำให้คนดูถึงกับใจหายใจคว่ำในช่วงวิกฤติของเรื่อง (Crisis) ก็ยิ่งทำให้บทภาพยนตร์ของ ‘Luca’ สำรวจเรื่องการยอมรับใน LGBTQ ทั้งในระดับมหภาคอย่างสังคมรวมไปถึงปัจเจกบุคคลได้อย่างสมบูรณ์พร้อมทีเดียว.

Top Gun: Maverick สร้างระบบกล้องใหม่ สำหรับถ่ายทำฉากขับเครื่องบิน
และไม่กล่าวถึงไม่ได้คือฉากหลังของเรื่องที่เป็นเมืองปอร์โตรอสโซอันแสนสวยงามและวัฒนธรรมของชาวอิตาเลียนที่ ‘Luca’ เสิร์ฟเราได้อย่างอร่อยตลอดทั้งเรื่องทั้งการพาเราไปชมวิวทิวทัศน์เมืองทะเลโอบล้อมด้วยภูเขาหรือจะเป็นตึกรามบ้านช่องสีสันสดใสและวัฒนธรรมการกินการใช้ชีวิตอาชีพชาวประมงซึ่งก็ถือว่าคาซาโรซาในฐานะผู้กำกับและเขียนบทได้ถ่ายทอดความเป็นอิตาลีได้อย่างลึกซึ้งและน่าตื่นตาตื่นใจจนทำให้ ‘Luca’ ขึ้นแท่นเป็นแอนิเมชันที่น่าประทับใจของพิกซาร์อีกเรื่องได้อย่างไร้ข้อกังขา

สรุป

อนิเมชั่นเรื่องใหม่จากพิกซาร์ โชว์ความงามและมิตรภาพที่แสนมีมนต์ขลังในเมืองท่าของอิตาลี พร้อมด้วยเสียงพากย์และงานสร้างที่ผสมผสานระหว่างความเป็นงานเขียนมือและสต๊อปโมชั่นที่แปลกใหม่และคอนเซปต์เรื่องราวแบบสตูดิโอของจิบลิ แม้ว่าภาพรวมหนังจะดูดีด้วยเพลงประกอบและสีสันที่สดใส แต่ด้วยการเล่าเรื่องค่อนข้างธรรมดา ไร้พิษภัย ไม่มีอะไรซับซ้อน

จนเกิดปัญหาต่อจากเดินเรื่องแบบผิวเผินและขาดความน่าสนใจของตัวละคร พร้อมปมปัญหาที่มาแบบผ่าน ๆ และแก้ไขแบบให้มันจบ ๆ ทำให้มันเป็นอนิเมชั่นที่ดูดีแต่ไม่มีอะไรให้จดจำเลย นอกจากการหวนรำลึกถึงความหลังที่หอมหวาน และการเติบโตผ่านวัยจากเด็กสู่ผู้ใหญ่ในโลกที่เต็มไปด้วยความแตกต่างมากมายของทั้งมนุษย์และสภาพแวดล้อม

จุดเด่น

งานภาพสวยสดงดงาม แปลกใหม่ด้วยการผสมผสานของงาน 3 มิติ วาดมือและงานสต๊อปโมชั่น
เสียงพากย์คุณภาพทั้งไทยที่แปลออกมาได้จิ๊ดเข้ากับเนื้อเรื่องดี
ดูเพลิน ไร้พิษภัย ลื่นไหล และเป็นมิตรกับทุกเพศทุกวัย
ประเด็นของเรื่องที่ลึกซึ้งกว่าหน้าหนัง
เพลงประกอบสุดไพเราะที่ชวนให้นึกถึงบรรยากาศในอดีต

จุดด้อย

การเล่าเรื่องราวค่อนข้างธรรมดา ไม่มีอะไรโดดเด่น
ปมของตัวละครมีแบบผ่าน ๆ ทำให้ขาดความละเอียดของเรื่องราว พอถึงจุดสำคัญมันเลยไม่อิน
บทพูดที่ตัวละครคิดจะพูดจาภาษาอิตาลีขึ้นมา ไม่มีแปลความหมายให้เข้าใจ เลยไม่รู้ว่าจะขำหรืองงดี
ไม่มีอะไรให้ลุ้นในตัวละคร ตัวละครค่อนข้างมีมิติแบนราบ ขาดความน่าสนใจ
ประเด็นของเรื่องไม่ได้มีอะไรใหม่เลย
ดูผ่าน Disney+ คลิกที่นี่

Luca (ลูก้า) ภาพยนตร์อนิเมชั่น 3 มิติแนวแฟนตาซีและข้ามผ่านวัย (Fantasy and Coming of Age) ผลิตโดย Pixar Animation Studios และจัดจำหน่ายโดย Walt Disney Studios Motion Pictures ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดย เอนรีโก คาซาโรซา กับการกำกับงานอนิเมชั่นเรื่องยาวครั้งแรกหลังจากผลงาน La Luna อนิเมชั่นสั้นฉายปะหน้าอนิเมชั่นยาว BRAVE ในปี 2011 ได้ชนะใจผู้ชม จนเข้าชิงรางวัลอนิเมชั่นยอดเยี่ยมจากงานประกาศผลรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 84 ปี 2012 เขียนบทโดย เจสซี แอนดรูวส์ และ ไมค์ โจนส์ โดยทั้งสองคนนี้มีเครดิตที่น่าจับตามองมากอย่างคนแรก เจสซี แอนดรูวส์ เคยดัดแปลงบทภาพยนตร์จากนิยายวัยรุ่นเยาวชนเคล้าน้ำตาที่เขาเขียนเอง เรื่อง Me and Earl and the Dying Girl ที่ได้รับคะแนนวิจารณ์อย่างท่วมท้น ส่วนอีกคน ไมค์ โจนส์

เคยดัดแปลงบทพากย์ภาษาอังกฤษของอนิเมชั่นจิบลิอย่าง The Wind Rises ปีกแห่งฝัน วันแห่งรัก อนิเมชั่นทิ้งทวนของ ฮายาโอะ มิยาซากิ ผู้กำกับอนิเมะระดับตำนานของญี่ปุ่นที่สร้างความประทับใจมาแล้วทั่วโลกในปี 2013 และแน่นอนว่าส่วนประกอบที่ลงตัวแบบนี้ต้องมาพร้อมด้วยเสียงพากย์คุณภาพโดย เจคอบ เทรมเบลย์ หนูน้อยน่ารักจากของบทบาทเด็กน้อยหน้าตาอัปลักษณ์สุดน่ารักใน WONDER ชีวิตมหัศจรรย์วันเดอร์ (2017) มาให้เสียงพากย์ลูก้า ตัวละครเจ้าของชื่อเรื่อง และ แจ็ค ดีแลน เกรเซอร์ เด็กหนุ่มมากความสามารถจากบท เอ็ดดี้ เด็กขี้กลัวจาก IT อิท

โผล่จากนรกทั้งสองภาค มาให้เสียงพากย์อัลเบอโต้ คู่หูของลูก้าที่จะมาพาเขาไปผจญภัย โดยภาพยนตร์อีกเรื่องที่โดนพิษโควิดจนต้องย้ายจากโรงภาพยนตร์มาลงที่ Disney+Hotstar จนทีมงานผู้สร้างแอนิเมชันจาก Pixar หลายคนได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์

แน่นอนว่าในไทยเราก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกันหลังจากที่ปล่อยตัวอย่างว่าจะฉายโรง สุดท้ายโควิดก็ระบาดหนักจนกลายเป็นหนังที่ฉายรับดิสนีย์พลัสฮอทสตาร์ บริการสตรีมมิ่งของดิสนีย์พลัสในประเทศไทยที่เพิ่งเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับคำชมโดยสื่อจากต่างประเทศถึงเสน่ห์และมนต์ขลังของอิตาลี และงานภาพที่มีเสน่ห์ แต่สำหรับผมมันจะเป็นแบบนั้นหรือเปล่า มาอ่านรีวิวผมกันดีกว่า

หน้าร้อนของคุณเป็นแบบไหนกัน? เริ่มต้นสำหรับลูก้า เด็กชายตัวจ้อยแล้ว มันคือความน่าเบื่อหน่าย เพราะตระกูลสัตว์ประหลาดใต้ทะเลของเขานั้นอยู่ใต้น้ำของชายฝั่งเมือง Portorosso ในประเทศอิตาลีและหลบเลี่ยงสายตาจากมนุษย์ที่ออกไล่ล่าพวกเขาด้วยความกลัว เขามีความฝันที่จะได้ออกไปใช้ชีวิตแบบมนุษย์แต่เพราะแม่ที่เคร่งระเบียบของเขาไม่เคยเห็นดีงามด้วยเขาจึงจำใจอยู่ในกรอบที่แม่ตั้งไว้ แต่แล้ววันหนึ่งชีวิตของลูก้าก็มีชีวิตชีวาเมื่อเขาได้พบกับ อัลเบอร์โต้ สัตว์ประหลาดทะเลหนุ่มอีกตัวที่อาศัยอยู่ในเกาะบริเวณใกล้ ๆ และได้เปิดโลกใบใหม่ที่เขาไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน และนั่นเริ่มทำให้ลูก้าเริ่มกล้าที่จะฝันและจะทำมันให้เป็นจริง แต่เมื่อความขัดแย้งเรื่องอุดมการณ์กับครอบครัวถึงขีดสุด เขาจึงเลือกมิตรภาพกับอัลเบอร์โต้ เพื่อนที่เขาเพิ่งเจอ มุ่งหน้าสู่เมืองท่าของเหล่ามนุษย์ที่ซึ่งพวกเขาจะได้เรียนรู้มิตรภาพและความงดงามของมนต์ขลังอันน่าหลงใหล ความน่ากลัวของมนุษย์ที่มีจิตใจอันชั่วร้าย และเรียนรู้ที่จะเป็นมนุษย์แต่ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาไว้ซึ่งตัวตนของพวกเขาเอง ในช่วงหน้าร้อน ณ Portorosso

 

การเล่าเรื่องของพิกซาร์ครั้งนี้เป็นไปตามสไตล์ง่าย ๆ ไม่มีอะไรซับซ้อนเลย เรียกได้ว่าน่าจะเป็นมิตรกับเด็กมากที่สุด ไม่ได้เห็นพิกซาร์ทำแบบนี้มานานแล้ว หลังจากเน้นเรื่องของอารมณ์ ความรู้สึก และความกินใจน้ำตาไหล แต่ครั้งนี้จะเป็นเรื่องของความงามแทน ค่อย ๆ พาเราไปสัมผัสความสัมพันธ์ของตัวละครลูก้าและอัลเบอร์โต้ที่ใช้เวลาไม่มาก แต่ทำให้เห็นว่าทั้งคู่สนิทสนมกันยังไง ปมปัญหาของตัวละครที่ไม่ได้เน้นหรือขยี้อะไร แต่ที่เน้นย้ำคงจะเป็นความสวยงามของสภาพของเมืองที่ได้รับแรงบันดาลใจจากประเทศอิตาลีจริง ๆ อีกทั้งยังเป็นความน่ารักของเหล่าตัวละครที่ถูกถ่ายทอดออกมาถึงความไร้เดียงสาแต่ก็ค่อย ๆ เติบโตเวลาที่หนังเดินเรื่องไป แม้ว่าส่วนตัวจะมองว่าค่อนข้างแตะประเด็นเรื่องแบบผิวเผินเหมือนรีบเดินเนื้อเรื่อง

แต่มันก็ยังดูเพลินตาด้วยด้วยความน่ารักและเสน่ห์ของตัวละครที่ออกแบบมาแบบเรียบง่ายตามคาร์แร็คเตอร์ แบบเห็นแล้วรู้เลยตัวไหนตัวดี ตัวไหนตัวร้าย ตัวไหนลึกลับ ตัวไหนเปิดเผย แต่ไม่ใช่ทุกตัวละครจะเป็นคนดี 100 เปอร์เซนต์หรอก ก็มีผิดพลาดบ้างในบางเวลาและพวกเขาก็ต้องพบเจอกับผลของการกระทำและบทสรุปนั้น ๆ

ตัวละครก็ค่อย ๆ มีพัฒนาการทีละนิด อย่าง ลูก้าเคยหวาดกลัวและไม่เชื่อมั่นในตัวเองเพราะครอบครัวคอยกีดกันและทำให้เขากล้าตัดสินใจลุกขึ้นมาทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเอง ในตอนแรกเขาจะต้องคอยให้อัลเบอร์โต้ช่วย แต่ในตอนท้ายแล้วทุกคนก็ต้องมีเส้นทางยืดหยัดได้ด้วยตัวเอง ไหนจะเรื่องวุ่น ๆ ของลูก้ากับอัลเบอร์โต้ยังต้องพยายามปิดบังรูปลักษณ์จากคนรอบตัวเพราะพวกเขาจะไล่ล่าเพราะพวกเขาเป็นคนแปลก ซึ่งสอดคล้องกับตัวละครเด็กหญิงของเรื่องอย่าง จูเลีย สาวพลังล้นสุดกวนที่เรียกพวกเขาว่าไก่รองบ่อน ที่เธอให้นิยามว่า

คนที่มีความแปลกแยกจากสังคมแต่พวกเขานั้นก็เป็นตัวของตัวเอง เรื่องของพ่อแม่ลูก้าที่พยายามจะควบคุมให้ลูกอยู่กับตัวเองและไม่ปล่อยให้เขาได้เติบโต และการพยายามเรียนรู้ของกันและกันท่ามกลางความกลัวระหว่างมนุษย์และสัตว์ประหลาดใต้ทะเล และเรื่องของเด็กที่เชื่อมั่นว่าตัวเองรู้ทุกอย่างบนโลก แต่ในความเป็นจริง เด็กก็ยังคงเป็นเด็ก ยังมีเวลาอีกมากมายให้พวกเขาได้เรียนรู้และโตขึ้นได้ในทุก ๆ วัน และเด็กที่สนิทสนมกันจะเป็นเพื่อนกันตลอดไป

 

ปัญหาของหนังคือ ด้วยประเด็นที่ว่ามาทั้งหมดมันค่อนข้างเล่าแบบผ่าน ๆ ผมเลยไม่สามารถอินความสัมพันธ์ของเด็กสองคนนี้เท่าที่ควร เพราะหนังให้เวลาพวกเขาน้อยเหลือเกิน จริงอยู่ที่มีฉากที่พวกเขาอยู่ด้วยกัน ทำอะไรด้วยกันแบบสไตล์หนังมิตรภาพ แต่เหมือนหนังจะใช้การเล่าน้อยแต่มาก ด้วยความที่ผมคาดหวังจากคอนเซปต์ที่ดูใส่อะไรได้เยอะ และคนเขียนบทที่เขียนบทหนังจนน้ำตาร่วง มันก็อาจจะดูเหมาะสมแหละกับโทนเรื่องเรื่อย ๆ แบบนี้ แต่เมื่อเทียบกับแรงบันดาลใจที่ผู้กำกับได้รับมาจาก ฮายาโอะ มิยาซากิ

ซึ่งตอนผมดู ผมได้เห็นจากเรื่อง Ponyo โปเนียว ธิดาสมุทรผจญภัย อนิเมชั่นปี 2008 ที่เล่าเรื่องของเด็กผู้หญิงที่เป็นสัตว์ประหลาดปลาใต้ทะเลที่หนีมาอยู่บนบก และ ฝันของฉันต้องมีเธอ (When Marnie Was There) อนิเมชั่นปี 2014 ที่เล่าเรื่องราวของเด็กสาวสองคนในพื้นที่ที่ห่างไกลในช่วงหน้าร้อนของฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้สามารถผลักดันให้เรื่องราวเข้มข้นกว่านี้ได้มากกว่านี้ แถมมุกตลกนั้นค่อนข้างมีน้อย แถมบางทีก็พูดภาษาอิตาลีขึ้นมาเป็นมุกจนงงตามเพราะคิดจะพูดก็พูด (แถมไม่มีซับอธิบายด้วย) บทพูดที่สุดแสนจะโบราณ (ด้วยเซ็ตติ้งหนังนั้นอยู่ในยุค 1950 คำพูดของเด็กในเรื่องจึงถูกปรับเป็นภาษาไทยไม่ให้ทันสมัยแบบเรื่องอื่น)

เน้นเรื่องราวการเดินทางและความฝันของลูก้ามากกว่า แต่เรื่องของความดราม่าก็ไม่มีเลยมีแค่เรื่องครอบครัวที่เล่าแบบละไว้ในฐานที่เข้าใจ หรือ ปมของอัลเบอร์โต้ตัวละครหลักที่คอยสนับสนุนลูก้าแต่พอถึงจุดขัดแย้งก็ไม่ได้โดดเด่นแถมดันจบลงแบบผ่าน ๆ พอเฉลยออกมาก็ไม่ได้เรียกน้ำตาสักเท่าไหร่ ยิ่งบทสรุปก็จบแบบง่ายเกินไปด้วยซ้ำทั้งที่มันขยี้ได้อีก เพราะเน้นความสดใสและความสวยงามของตัวละครมากกว่าทำให้สามารถพูดได้เต็มปากว่ามันเป็นอนิเมชั่นที่ดูสบาย สวยงาม แต่ขาดความตราตรึง เหมือนเป็นงานศิลปะที่แปลกใหม่แต่เนื้อหาแทบไม่มีอะไรเลย คนอาจจะชอบเพราะความสดใสและน่ารัก ไร้พิษภัยและไม่มีอะไรต้องคิดเยอะ และมิตรภาพของสองคนนี้ ส่วนตัวผมชอบที่หนังพยายามจะมอบอารมณ์ชวนให้ถวิลหาถึงอดีตที่ครั้งหนึ่งเราเคยเป็นเด็กที่อยู่ในโลกใบเล็ก ๆ จนกระทั่งเราได้เข้าสังคมและแยกจากสังคมเพื่อเติบโตในโลกใบใหม่ที่ใหญ่กว่า

 

ดูหนังออนไลน์ 






Related News

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *